jump to navigation

พระบรมราโชวาท “วันพ่อ” ธันวาคม 4, 2006

Posted by MPA6 in Misc.
1 comment so far

วันนี้ (4 ธ.ค.49) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีกระแสพระราชดำรัสในพระราชพิธีถวายพระพรชัยมงคล ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธ.ค.ว่า

“ขอขอบใจที่ท่านทั้งหลายมาให้พรในวันนี้ และที่นายกฯได้กล่าวคำให้พร ซึ่งนับว่าเป็นคำให้พรที่ให้กำลังใจ ต้องมีกำลังใจอย่างเสมอ ผู้ที่ไม่ลุกขึ้น เพราะว่ากำลังใจมีแต่กำลังกายมันไม่มี ฉะนั้นจึงไม่ลุกขึ้น และลุกขึ้นก็เสียกำลังกายเปล่าๆ แต่ท่านก็เข้าใจ ที่ว่าอย่างนี้เพราะว่าจะต้องรักษากำลังกายไว้ให้ดี ซึ่งกำลังกายไม่ค่อยดี

ด้วยเหตุว่าการออกกำลังนี่ เกินส่วนที่จะมีทางที่จะมีกำลัง ก็เลยต้องประหยัดกำลัง แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้ามีกำลังกายไว้ ก็คงเข้าใจว่าจะมีประโยชน์ เพราะว่าชาติบ้านเมืองต้องใช้กำลังกาย กำลังจิตใจด้วย อย่างที่ท่านนายกฯ ต้องออกกำลังกายและกำลังจิตใจ คนก็จะเห็นทั้งนั้นว่าได้ประโยชน์ ต้องอธิบายนิดหน่อย แต่การที่มีกำลังใจกำลังกายนี้ จะต้องให้ทุกคนได้ร่วมกันช่วยกัน ร่วมกันออกกำลังกายกำลังใจ เพื่อให้ชาติบ้านเมืองรอดพ้นอันตรายได้ (เพิ่มเติม…)

คลังปัญญาไทย ธันวาคม 3, 2006

Posted by MPA6 in Knowledge.
add a comment

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 49 นี้ “โครงการคลังปัญญาไทย”ได้เปิดตัวผ่านเว็บไซต์ http://www.panyathai.or.th เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายในการสร้างและพัฒนาแหล่งความรู้ขนาดใหญ่ของคนไทย โดยอาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการเข้าถึงประชาชน โดยอาศัยนวัตกรรมใหม่ภายใต้แนวคิด “เว็บ 2.0” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีแหล่งศึกษา และเข้ามามีส่วนร่วมแบ่งปันข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ อย่างอิสระผ่านทางเว็บไซต์ ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลความถูกต้องของข้อมูลด้วย

เชิญร่วมแบ่งปันข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ ได้ที่ “คลังปัญญาไทย” ค่ะ

ชมรมเครือข่ายนิด้าภาคตะวันออก ธันวาคม 3, 2006

Posted by MPA6 in ข่าว MPA6.
2 comments

ได้รับเมล์แจ้งข่าวจากคุณพลธัช สงค์ประชา ผู้ประสานงานการจัดตั้งชมรมเครือข่ายนิด้าภาคตะวันออก โดยได้ร่างระเบียบข้อบังคับชมรมมาเพื่อทำความเข้าใจ และขอเชิญผู้แทนแต่ละรุ่นเข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดรายละเอียดในการดำเนินการจัดตั้งชมรมฯ ในวันพุธที่ 6 ธันวาคม 2549 เวลา 19.00 น. ณ โรงแรมโกล์เด้นซิตี้ระยอง

เปิดดู “ทำเนียบศิษย์เก่าศูนย์ชลบุรี” ที่นี่

อำนาจรัฐแบบ “เทวบัญชา” คือต้นเหตุทุจริต พฤศจิกายน 30, 2006

Posted by MPA6 in Misc.
1 comment so far

ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง วันที่ 29 พฤศจิกายน มีการจัดงานประชุมทางวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ครั้งที่ 7 โดย “นายจรัญ ภักดีธนากุล” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมอภิปรายเรื่อง “เสรีภาพและกลไกการตรวจสอบ” มีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้

ตั้งแต่หลัง พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ระบบราชการไทยตกเป็นทาสอำนาจทางการเมือง เพราะว่าวัฒนธรรมไทยยังมีลักษณะที่ข้าราชการยังฟังผู้บังคับบัญชาฝ่ายการเมือง จึงทำให้ข้าราชการอยู่ในกำมือ จึงเป็นที่มาของสาเหตุที่สั่งให้ทำเรื่องทุจริตต่างๆได้

สิทธิเสรีภาพของประชาชนขณะนี้เหมือนยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางอำนาจรัฐที่ใหญ่โตเปรียบเหมือนเป็นเทวบัญชา จึงเป็นผลพลอยให้สิทธิเสรีภาพประชาชนถูกกดต่ำลง ขณะที่ฝ่ายการ เมืองก็ต้องการที่จะเข้ามาแย่งชิงอำนาจรัฐดังกล่าว ดังนั้นนักการเมืองซึ่งควรจะทำหน้าที่รักษาผลประ โยชน์และยืนข้างประชาชน กลับเข้ามาสู่เวทีการเมืองเพื่อแย่งชิงอำนาจเทวบัญชา และแสวงหาประ โยชน์ให้กับกลุ่มทุนและญาติของตนเองที่ให้การสนับสนุนทุน เพื่อเข้ามาสู่วงการเมือง เพื่อยึดอำนาจรัฐ เนื่องจากนักการเมืองเหล่านี้ไม่ใช่องค์กรการกุศล”

ปัจจุบันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกครอบงำให้อยู่ในกรอบของอำนาจรัฐ โดยผ่านระ บบราชการ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป้าหมายทางการเมืองของนัก การเมือง ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน แต่ทำเพื่อการแย่งชิงอำนาจรัฐให้ได้มาซึ่งการคุมระบบราชการ กฎ หมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งระบบเหล่านี้ทำให้พวกเขากลายเป็น “เอกสิทธิ์ชน” ได้

นอกจากนี้ “กลุ่มทุน” จะเป็นผู้สนับสนุนเพื่อให้ธุรกิจของตัวเองอยู่รอด โดยบางครั้งกลุ่มทุนเหล่านี้ก็จะส่งตัวแทนลูกหลานเข้ามาคุมอำนาจรัฐหากมีโอกาส ด้วยการสนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ ทำให้เห็นว่ากลุ่มทุนเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงเรื่องการเมืองและอำนาจรัฐ โดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์หรือสิทธิเสรีของประชาชนแต่อย่างใด

(เพิ่มเติม…)

กฎ 80/20 เศรษฐศาสตร์มหัศจรรย์ พฤศจิกายน 29, 2006

Posted by MPA6 in วิชาการ.
add a comment

กฎ 80/20 กฎเศรษฐศาสตร์มหัศจรรย์
ปรากฎการณ์ที่แสดงถึงความไม่สมดุล ที่นำมาสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างน่ามหัศจรรย์

1. ผู้ค้นคว้าปรากฎการณ์น่ามหัศจรรย์

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะมีความรู้สึกดังต่อไปนี้เกิดขึ้นในชีวิต

– ทำงานสายตัวแทบขาด แต่ไม่เห็นร่ำรวยสมกับแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทไป
– การตัดสินใจไม่กี่ครั้งกลับมีความสำคัญมากกว่าการตัดสินใจส่วนใหญ่ของชีวิต
– เราเสียเงินซื้อเสื้อผ้าเต็มตู้ แต่กลับใส่จริงๆ แค่ชุดโปรดไม่กี่ชุด
– ฯลฯ

ปรากฎการณ์ข้างต้นเป็นปรากฎการณ์ที่แสดงถึงความไม่สมดุลที่พบเห็นประจำในชีวิตประจำวัน และในระดับมหภาค ไม่น่าเชื่อว่ามีนักคิดหลายคนได้นำปรากฎการณ์ที่ไม่สมดุลนี้มาเขียนเป็นกฎ จนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ผู้ที่ค้นคว้าปรากฎการณ์ดังกล่าวเป็นคนแรกของโลกคือนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนชื่อ Vilfredo Pareto (1849 – 1923) เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว ซึ่ง Pareto ได้สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และความมั่งคั่งกับสัดส่วนประชากรของประเทศอิตาลีในศตวรรษที่ 19 พบว่าร้อยละ 80 ของรายได้และความมั่งคั่งของประเทศท้งหมดมาจากประชากรร้อยละ 20 ของประเทศ และ Pareto ยังแสดงข้อมูลในหลายช่วงเวลาของอิตาลีและประเทศอื่นๆ ในขณะนั้นว่าเป็นไปในลักษณะเดียวกัน Pareto จึงตั้งชื่อปรากฎการณ์นี้ว่า Pareto Principle หรือ กฎ 80/20 ยังมีปรากฎการณ์อื่นที่คล้ายกับสิ่งที่ Pareto ค้นพบ

เช่น Sir Isaac Pitman ผู้ประดิษฐ์การเขียนชอร์ตแฮนด์ พบว่ามีคำศัพท์เพียง 700 คำในภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ถึงสองในสามของการสื่อสารพูดคุยในชีวิตประจำวัน และ 700 คำเป็นรากศัพท์ของคำในภาษาอังกฤษทั้งหมดกว่าร้อยละ 80

หรือเรามักจะสังเกตได้ว่าในคลังสินค้าต่างๆ มูลค่าสินค้าที่เคลื่อนย้ายออกบ่อย 20% แรก จะมีมูลค่ารวมกันถึง 80% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดในคลังสินค้า

2. ความไม่สมดุลของสิ่งต่างๆ ในโลก

กฎข้างต้นเป็นการอ้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองชุด เช่น ระหว่างรายได้และความมั่งคั่งกับสัดส่วนประชากร หรือระหว่างการใช้คำจำนวนหนึ่งกับการใช้คำในภาษาอังกฤษทั้งหมด

ภาพต่อไปนี้แสดงถึงกฎ 80/20 ซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวเลขมหัศจรรย์ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในความไม่สมดุลของสิ่งต่างๆ ในโลก

ต่อมามีนักวิชาการหลายคนได้นำกฎของ Pareto มาประยุกต์ และเรียกว่า กฎของการออกแรงน้อยที่สุด (Principle of Least Effort) โดย George K. Zipf นักสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี 1949 และต่อมาได้นำแนวคิดนี้ไปใช้กันอย่างแพร่หลายในการค้นหาข้อมูลในห้องสมุด นอกจากนั้นวิศวกรอเมริกันชื่อ Joseph Juran ผลักดันให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Quality Revolution ระหว่าง 1950 – 1990 โดยเริ่มกระบวนการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ญี่ปุ่น ในปี 1953 ต่อมาได้พัฒนากลายเป็นแนวคิดของ Total Quality Control และ Six Sigma ในเวลาต่อมา
บริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งได้นำเอาข้อสังเกตของความไม่สมดุล หรือกฎ 80/20 นี้ มาประยุกต์ในกลยุทธ์ด้านธุรกิจ เช่น บริษัทจะทราบว่ายอดขาย กำไร หรือการใช้งาน มิได้มาจากสาเหตุส่วนใหญ่ (จำนวนสินค้า จำนวนคน กลยุทธ์) อย่างเท่าเทียม แต่มาจากสาเหตุส่วนน้อยที่มีคุณภาพ จึงทำให้บริษัทมุ่งเน้นไปที่การหาประโยชน์จากส่วนน้อยนั้น และพยายามขยายส่วนของสาเหตุที่ยังไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

หรือ ในปี 1963 บริษัท IBM สำรวจพบว่าร้อยละ 80 ของเวลาและทรัพยากรในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะเป็นการใช้งานจากโค้ดของ Operating System เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ดังนั้น IBM จึงได้ปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ใช้ประโยชน์จากส่วนร้อยละ 20 นี้ให้มากขึ้น ทำให้ส่วนนี้สามารถถูกใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายขึ้น

ดังนั้นจึงทำให้คอมพิวเตอร์ของ IBM ในยุคนั้นทำงานเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง

3. กฎที่สอดคล้องกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็น 80/20 เสมอไป บางครั้งอาจจะเป็น 80/30 หรือ 80/10 หรือ 75/10 ก็ได้ ซึ่งตัวเลขไม่จำเป็นต้องบวกกันให้ได้ 100 เพราะเลขที่ใช้เป็นคนละชุดของข้อมูลกัน

กล่าวโดยรวมๆ คือกฎนี้จะตรงกันข้ามกับลักษณะ 50/50 หรือกฎความสมดุล ที่บอกว่าร้อยละ 50 ของ Inputs ก่อให้เกิดร้อยละ 50 ของ Outputs หรือผลงานที่เกิดขึ้น ซึ่งก็สามารถอธิบายปรากฎการณ์นี้ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น การทำงานในชีวิตประจำวันของเรา

ผลงานที่ปรากฎส่วนใหญ่ จะเป็นการทำงานที่เกิดขึ้นในการใช้เวลาส่วนน้อยในแต่ละวัน หรือเวลาทำงานทั้งหมดของเรามิได้มีผลต่อความก้าวหน้าในงานของเรา ดังนั้นเราต้องทราบว่าเวลาที่สำคัญส่วนน้อยที่เป็นประโยชน์มากนั้นอยู่ตรงไหน และจะใช้มันให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

หรือเราอาจจะประหลาดใจที่ได้เห็นเพื่อนบางคนไม่ได้เรียนหนัก แต่มีความรู้และได้คะแนนดี ซึ่งเราจะพบว่าหนังสือที่ต้องอ่าน หรือเนื้อหาการบรรยายที่ต้องทำความเข้าใจทั้งหมดมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่เป็นหัวใจในการตอบคำถามในการสอบ ประเด็นอยู่ตรงที่ร้อยละ 20 นั้นคืออะไร และอยู่ตรงไหน

กฎ 80/20 นี้สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ที่พยายามศึกษาหาหนทางที่จะให้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ในชีวิตประจำวันเราได้ 2 แนวทางคือ

1)จัดสรรทรัพยากรมายังปัจจัยส่วนน้อยที่เป็นประโยชน์ต่อการเกิดผลส่วนใหญ่มากขึ้น เช่น หากเราค้นพบว่าสินค้า 2 ตัว ใน 10 ตัวของบริษัทที่ทำกำไรให้เป็นส่วนใหญ่ เราก็ต้องหาทางสนับสนุนและขยายการทำตลาดสินค้าทำเงินเหล่านั้นให้มากยิ่งขึ้น

2)ทำให้ Inputs ส่วนใหญ่ที่ยังไม่สร้างประโยชน์มากนักให้มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเราไม่ควรจะปล่อยให้ส่วนหนึ่งของการใช้งานสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

ผู้เขียน : ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ อยู่ในส่วน : วิชาการ.คอม >> v เศรษฐศาสตร์ >> ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์

มั่งคั่งด้วยภาษี พฤศจิกายน 27, 2006

Posted by MPA6 in Misc.
add a comment

การใช้ชีวิตอยู่อย่างสบาย ในบั้นปลายของชีวิตหลังเกษียณอายุงานแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ที่จะมีชีวิตอยู่โดยมีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่าย กินอยู่ รักษาตัว เมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ต้องอาศัยพึ่งพาคนอื่น

การจะอยู่ได้เช่นนั้น แม้จะไม่สามารถทำได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นจนไม่สามารถไปถึงได้แต่จะต้องกำหนดเป้าหมาย มีความอดทน และมีวินัย ดังนั้นการวางแผนทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับไปให้ถึงเป้าหมายนี้

การวางแผนทางการเงิน เพื่อไปสู่จุดหมายที่เราตั้งใจนั้น ไม่ได้มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความต้องการปัจเจกบุคคล แต่เราควรจะกำหนดสัดส่วนการออมให้ชัดเจนว่า ออมเท่าไหร่ เงินเหลือจากออมจึงนำมาใช้จ่าย ไม่ใช่ใช้ก่อนเหลือเท่าไหร่จึงจะเก็บเป็นเงินออม

ปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากการหักลดหย่อนเงินภาษีเงินได้ เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งก็เป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพูนการออมได้อย่างดีมากทีเดียว

การบริหารภาษีเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และทำได้เลยโดยไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในทางที่ถูกต้อง จะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้มากพอดู

เงินเพิ่มพูนจากการฝากเงิน
หากมีเงินออมอยู่ก้อนหนึ่ง เราอาจจะย้ายเงินฝากจากบัญชีออมทรัพย์ ที่แม้จะไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากหากรายได้ดอกเบี้ยมีไม่เกิน 2 หมื่นล้าน แต่ก็ได้ดอกเบี้ยเงินฝากเพียง 1-2% ไปไว้ในบัญชีเงินฝากประจำแบบมีระยะเวลา จะเป็นแบบ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 12 เดือน ก็ได้ ซึ่งจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่การฝากเงินแบบนี้จะต้องเสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากในอัตรา 15% แต่ดอกเบี้ยที่เสียไปนี้เราสามารถขอคืนภาษีได้ ด้วยการนำดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษีในอัตรา 15% ไปรวม คำนวณภาษี ในบางกรณีก็อาจจะได้ภาษีคืน

นอกจากนี้ เรายังสามารถโยกเงินฝากออกไปฝากประจำแบบปลอดภาษี เป็นเงินฝากระยะยาว 24 เดือน แต่มีเงื่อนไขจะต้องฝากเงินต่อเนื่องในจำนวนที่เท่ากันทุกเดือน แต่ละครั้งจะฝากได้สูงสุดไม่เกิน 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน แต่กหากถอนก่อนครบกำหนดตามเงื่อนไข ผู้ฝากเงินก็จะได้ดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เท่านั้น

การฝากเงินปลอดภาษีนี้ สามารถฝากได้ตลอดชีวิต คือ เมื่อครบ 2 ปี ก็สามารถที่จะเปิดบัญชีใหม่ ฝากเงินสมทบเข้าไปได้อีก

(เพิ่มเติม…)

เขียนความดีที่หัวใจ พฤศจิกายน 20, 2006

Posted by MPA6 in Misc.
add a comment

“เขียนความดีที่หัวใจ”

คอลัมน์ book Is capital

โดย y_jarand@hotmail.com

“ความดี…เปรียบเสมือนดอกไม้ในจิตใจของเรา หากเราทำความดีคนเดียว ดอกไม้ก็เพียงบานในใจเรา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราพร้อมใจกันทำความดี ก็เท่ากับว่า ดอกไม้ได้บานสะพรั่งไปทั้งประเทศ… เมื่อถึงเวลานั้น โลกและชีวิตจะสวยงามเพียงใด”

เป็นมุมมองที่น่าคิดของ “พระไพศาล วิสาโล” เช่นเดียวกัน, หากพนักงานทุกคนร่วมใจกันทำความดีเพื่อองค์กร ย่อมทำให้องค์กรพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

หนังสือ “เขียนความดีที่หัวใจ” นี้เป็นหนังสือที่คัดเลือกเอา 60 เรื่องของการทำความดี ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมกับเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดทำหนังสือจัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

“พิบูลศักดิ์ ละครพล” บรรณาธิการ กล่าวไว้น่าฟังว่า นับจากวันที่โครงการเขียนความดีที่หัวใจเริ่มขึ้น ดอกไม้แห่งความดีก็เบ่งบาน จากตรงนั้น จากตรงนี้…จากซอกหลืบอันขมุกขมัว จากเงาหม่นของชีวิต เด็กชายจากบ้าน โกโรโกโสบนผืนน้ำครำ…เด็กหญิงที่ขาดไร้ความรักใดใดในโลกนี้ ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีคนเชื่อถือ ชายหนุ่มช่างเพ้อ หญิงสาวช่างฝัน

“ท่ามกลางแห่งฟ้าอันมืดมิด

ดาวและเดือนก็ยังคงอยู่

เพียงไร้คนมองเห็นเท่านั้น

ความดียังคงอยู่ ความดียังคงอยู่เสมอ”

หรืออย่าง “ด.ญ.เบญจมาศ เหล่าพงษ์สวัสดิ์” เด็กหญิงตัวน้อยๆ คนหนึ่งในหลายคนที่มีผลงานตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้บอกว่า ในยามที่ฉันเหนื่อยล้า ท้อแท้ ฉันมักจะนึกถึงจิ๊บ ทั้งๆ ที่เธอเป็นคนพิการ เธอยังต่อสู้ชีวิตจนความฝันของเธอเป็นความจริง แล้วฉันเกิดมามีร่างกายครบสมบูรณ์ มีฐานะที่ดี จะมัวท้อแท้ หดหู่อยู่ทำไม เมื่อฉันคิดอย่างนี้ ฉันก็คลายความท้อแท้เหนื่อยหน่าย ทำงานเต็มที่…ทำความดีเต็มความสามารถ

“ถ้าใครท้อเบื่อหน่าย ผิดหวังได้แต่อย่าสิ้นหวังนะคะ คนพิการยังทำความดีได้ แล้วคนที่สมบูรณ์อย่างเราทำไมจะทำความดีไม่ได้…จริงไหมคะ”

ในหนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องการทำความดีของ นักเขียนมีชื่อมากมาย เช่น วินทร์ เลียววาริณ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ เดือนวาด พิมวนา โชคชัย บัณฑิต ประชาคม ลุนาชัย ปราย พันแสง อนัญญา เที่ยงแท้ ฯลฯ

รวมทั้ง “จรัญ ยั่งยืน” นักข่าวตัวเล็กๆ แห่งเซ็กชั่น Human Capital หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ”

หากคุณเชื่อว่าเมื่อทำความดีแล้วส่งผลต่อการทำงานที่ดี มีประสิทธิภาพ ในหนังสือเล่มนี้มีแรงบันดาลใจหลากหลายในการทำดีเพื่อให้คุณไปคิด เพื่อจะทำความดี หรือเริ่มต้นที่ความดี หรือทำความดีต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549